พระบรมธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก “เกิดมาหนึ่งชาติ ขอกราบพระธาตุเมืองคอน”

แวะมาเที่ยวนครศรีธรรมราช คงเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่ได้แวะมากราบพระบรมธาตุและเยี่ยมชมความงดงามของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นศูนย์กลางและสัญลักษณ์ทางจิตใจที่สำคัญของชาติและพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศ การแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในช่วงวันมาฆบูชาของทุกปี และที่สำคัญชาวนครศรีธรรมราชร่วมใจกับผลักดันพระบรมธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก ขอนำเที่ยววัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารกันนะคะ

พระทรงม้า

พระทรงม้านี้อยู่ในวิหารพระม้า เป็นภาพปูนปั้นที่สวยที่สุดในประเทศไทย มี 2 ด้านคะ งานประติมากรรมปูนปั้นพระทรงม้ามี 2 ด้าน ภาพปูนปั้นพระทรงม้าตรงเชิงบันไดทางด้านตะวันออกเป็นของเก่าดังเดิมและวิจิตรกว่าภาพปูนปั้นพระทรงม้าทางด้านทิศตะวันตกที่น่าจะทำขึ้นภายหลังโดยช่างท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ พระทรงม้านี้เป็นงานประติมากรรมปูนปั้นผีมือเอกของชาติ บอกเล่าเรื่องราวการละโลกออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะ มีเรื่องเล่าว่า พลิติและพลิมุ่ย เศรษฐีชาวลังกาได้รับคำสั่งจากพระเจ้ากรุงลังกาให้มาช่วยสร้างพระบรมธาตุที่เมืองนคร แต่ได้เดินทางมาถึงช้า จึงสร้างวิหารนี้ขึ้น ขณะที่กำลังสร้างนั้น บุตรชาย 2 คนชื่อนายมด และนายหมู เกิดทะเลาะวิวาทกันเรื่องการชนไก่ แล้วฆ่ากันตาย เศรษฐีจึงนำอัฐิบุตรมาตำเคล้าปูนแล้วปั้นเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมและพระพุทธรูปในวิหารนี้ คนนครนิยมเรียกวิหารพระมหาภิเนษกรมนี้ว่า วิหารพระม้า หรือวิหารพระทรงม้า ตามภาพปูนปั้นนี้เอง พระทรงม้า มหาภิเนษกรม เป็นภาพปูนปั้นขนาดใหญ่ปิดทองลวดลายวิจิตรสวยงามมาก นับเป็นงานปูนปั้นภายในอาคารที่ใหญ่ เก่าแก่ และสวยงามมากที่สุดชิ้นหนึ่งของชาติที่คงเหลือในสภาพสมบูรณ์ ผ่านการบูรณะครั้งสำคัญในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ตอนปลายอยุธยา ประกอบด้วยภาพปูนปั้นแสดงขณะเจ้าชายสิทธัตถะกำลังพิจารณาละชีวิตคฤหัสถ์ ราชสมบัติ ราชวัง ที่มีพระนางยโสธราพิมพา บรรทมอยู่กับพระราหุลกุมาร พร้อมพนักงานดนตรีร่ายรำพัดวี ขึ้นม้ากัณฐกะออกจากพระราชวัง มีเหล่าเทพยดาแห่แหนมาพบ พญามารยืนขวางที่ปากทางเสมือนปริศนาธรรมสำหรับคนเข้าวัด

ลานประทักษิณ

มุ่งหมายนิพพาน บนลานประทักษิณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นศูนย์กลางและสัญลักษณ์ทางจิตใจที่สำคัญของชาติและพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศ การแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการนำผ้ามาแห่รอบลานประทักษิณ ก่อนจะไปถึงลานประทักษิณ พุทธศาสนิกชนจะเข้าประตูวิหารพระทรงม้า จะเห็นนาค 1 คู่คือ ท้าวทตตรฐมหาราชและ ท้าวทตตรฐราช เห็นยักษ์อีก 1 คู่คือท้าวเวฬุราชและท้าวเวชสุวรรณ เห็นสิงห์ 3 คู่คือ สิงห์แดงยืนสงบ สิงห์สีเหลืองนั่งเผยอปากขู่ และสิงห์สีดำนั่งยกสองขาหน้าอ้าปากกว้างคำราม ผ่านครุฑ 1 คู่คือท้าววิรุฬปักษ์และท้าววิรุฬหก ผ่านพระพุทธบาทจำลองและพระนารายณ์ (พระหลักเมือง พระทรงเมือง) ผ่านท้าวขัตตุคามและท้าวรามเทพ สุดยอดบันไดเป็นประตูไม้บานใหญ๋แกะสลักจากไม้แผ่นเดียวเป็นรูปลอยตัวเต็มองค์ประดับกระจกสีของพระพรหมที่บานด้านตะวันออกและพระนารายณ์ที่บานด้านตะวันตก คาดว่าทำขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ออกมาจากประตูก็จะมาถึงลานประทักษิณแล้วค่ะ

หลายคนอาจไม่ทราบว่า สมัยก่อนนั้นไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปขึ้นสู่ลานประทักษิณ ยกเว้นผู้ทรงศีลหรือเฉพาะในกรณีเทศกาลงานประเพณีพิเศษต่างๆ เท่านั้น เนื่องจากเชื่อกันว่า ลานประทักษิณอาจจะอยู่สูงกว่าตำแหน่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อยู่ในแม่ขันในสระ ก่อนการขึ้นลานประทักษิณ จึงนิยมให้มีการขอขมาก่อนขึ้นเสมอ เมื่อผ่านบานประตูสู่ลานประทักษิณอันเป็นฐานลวดรับองค์ระฆังบนกำแพงแก้วที่ตั้งอยู่เหนือทิพคีรีที่มีวิหารทับเกษตรคลุมอยู่ พื้นปูพื้นด้วยหินอ่อน ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วที่มีใบเสมาดินเผาและรั้วเหล็กมีฉัตรพุ่งพัดโบกกระดิ่งห้อยใบโพธิ์รายรอบ มีพระเจดีย์ทิศทั้ง 4 ทิศชื่อรัตนเจดีย์ มีเครื่องถ้วยประดับตามซุ้มมุขสวยงามมาก

พระเวียน อริยสาวกทั้ง 8

มีผู้ให้ความหมายว่า พระบรมธาตุเจดีย์นี้มีธรรมะนิยามอยู่มากมาย เช่น ฐาน 4 ด้าน รัตนเจดีย์ทิศ 4 มุม นั้นคือ อริยสัจจ์ 4 ที่ลงด้วยเลข 8 คือ มรรคมีองค์ 8 เช่นเดียวกัน พระเวียนซึ่งเป็นพระอรหันอริยสาวกก็มี 8 องค์ ถ้าเรามองจากฐานลานประทักษิณไปทางยอดเราจะเห็นพระอรหันต์อริยสาวกทั้ง 8 ทำประทักษิณอยู่เรียกว่า พระเวียน ประกอบด้วยพระอรหันต์อริยสาวกดังนี้ พระโกณฑัญญะ พระมหากัสสปะ พระสารีบุตร พระอุบาลี พระอานนท์ พระควัมปติ พระโมคัลลาน และพระราหุล

(1)พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นเอตทัคคะในด้านรัตตัญญู คือเป็นผู้รู้ธรรมก่อนใครในพระพุทธศานาและได้บวชก่อนผู้อื่น
(2)พระมหากัสสปะเป็นเอตทัคคะที่ทรงยกย่องและให้ถือเป็นแบบอย่างในด้านผู้มีธุดงค์มากและเป็นประธานในการสังคายนาครั้งที่หนึ่งในศาสนาพุทธ
(3)พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศกว่าพระภิกษุทั้งปวงในด้านสติปัญญา
(4)พระอุบาลี เป็นพระภิกษุสาวกเอตทัคคะผู้เลิศในทางผู้ทรงพระวินัย เป็นผู้วิสัชชนาพระวินัยปิฎกในคราวปฐมสังคายนาเพื่อรวบรวมพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
(5)พระอานนท์ เป็นสหชาติและพุทธอุปัฏฐากของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าพระสาวกอื่นถึง 5 ประการ และเป็นพหูสูต
(6)พระควัมปติเถระ เป็นพระภิกษุสาวกเอตทัคคะของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงต้นพุทธกาล
(7)ระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นพระภิกษุอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์มาก
(8)พระราหุลเถระ เป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าคนอื่นในด้านใคร่การศึกษา คือ ชอบการศึกษาหรือขยันหมั่นในการเล่าเรียน

อย่าลืมมาแวะชื่นชมความงดงามของพระเวียนในยามค่ำคืนกันนะค่ะ

ปริศนาธรรม ปล้องไฉน

ทำไมปล้องไฉนพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชจึงมีจำนวน ๕๒ ปล้องค่ะ ปล้องไฉนพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนพระเจดีย์ใดๆ ถ้าเป็นพระเจดีย์อื่นๆ จะนิยมสร้างปล้องไฉนให้ตรงกับจำนวนชั้นภูมิเป็นปริศนาธรรม โดยเฉพาะพระเจดีย์สำคัญที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้น มักนิยมใช้ปล้องไฉนจำนวน ๒๘ ปล้องประกอบด้วยชั้นภูมิ มนุษย์ภูมิ เทวภูมิ รูปพรหมภูมิ อรูปพรหมภูมิ และนิพพาน สำหรับปล้องไฉนพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชมีจำนวนปล้องไฉนจำนวน ๕๒ ปล้อง การกำหนดจำนวนเลข ๕๒ นี้ มิได้ตรงกับจำนวนชั้นภูมิใดๆ ทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้รู้บางท่านในอดีตสันนิษฐานว่า จำนวน ๕๒ นั้นเป็นข้อปริศนาธรรมที่ท่านผู้สร้างได้กำหนดขึ้น โดยมีข้ออธิบายดังนี้ จำนวน ๕๒ นั้นผู้สร้างปริศนาได้กำหนดเป็นเลข ๓ จำนวน คือ ๑๐๐+๕๐๐๐ +๑๐๐ จำนวน ๑๐๐ แรกหมายถึงศตวรรษแรกที่พระพุทธ องค์ประสูติ เสด็จออกทรงผนวช ได้ตรัสรู้ และ เสด็จสู่พระปรินิพพาน จำนวน ๕๐๐๐ ต่อมาหมายถึงอายุของพระพุทธศาสนาซึ่งนับตั้งแต่สมเด็จพระมหาสมณโคดม เสด็จสู่พระปรินิพพาน ตลอดไปจนครบสมัยของพระศาสนาที่พระองค์ทรงประกาศสั่งสอน จำนวน ๑๐๐ หลัง หมายถึง ศตวรรษที่พระศรีอาริยเมตไตรยทรงประสูติ เสด็จออกทรงผนวช ได้ตรัสรู้ ออกประกาศพระศาสนาจนกระทั่งเสด็จสู่พระปรินิพพาน ด้วยจำนวนตามปริศนาดังกล่าวมานี้ ท่านผู้สร้างได้ตัดทอนให้เป็นเลขจำนวนง่ายคือ ๑+๕๐+๑ ซึ่งเท่ากับ จำนวน ๕๒ ที่นำมาผูกขึ้นเป็นจำนวนปล้องไฉน การกำหนดปริศนาเช่นนี้ไม่มีหลักฐานการบันทึกแต่อย่างใดที่จะแสดงได้ว่าท่านผู้สร้างได้ใช้หลักเกณฑ์นี้เป็นทฤษฎีกำหนด แบบจำนวนปล้องไฉน แต่เป็นเพียงการเล่าสืบต่อกันมาเท่านั้น

ปลียอดทองคำ

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าเราสามารถมองเห็นปลียอดทองคำใกล้ๆ จะมีลักษณะอย่างไร ปลียอดทองคำนี้ เป็นจารึกแผ่นทองหุ้มปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เท่าที่มีการพบและอ่าน-แปลมีทั้งหมด ๔๐ แผ่น น้ำหนักรวม ๔,๒๑๗.๖ กรัม มีลักษณะเป็นทองคำแผ่นบางรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละแผ่นมีขนาดและน้ำหนักไม่เท่ากัน บริเวณขอบจารึกทุกแผ่นมีรอยเย็บต่อไว้ด้วยเส้นด้ายทองคำรวมเป็นผืนใหญ่ ปนอยู่กับแผ่นทองพื้นเรียบ ไม่มีอักษรจารึก และแผ่นทองที่เขียนด้วยเหล็กแหลมเป็นลายเส้นพระพุทธรูปและรูปเจดีย์ทรงต่างๆ สภาพโดยทั่วไปชำรุด มีรอยปะเสริมส่วนที่ขาดด้วยแผ่นทองขนาดต่างๆ บางตอนมีรอยการเจาะรูเพื่อประดับดอกไม้ ทอง และ อัญมณี เป็นต้น นอกจากนี้ในบริเวณแกนปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งเป็นโลหะก็มีจารึกอยู่ช่วงใต้กลีบบัวหงาย ต่ำลงไปประมาณ ๑.๘๐ เมตร เป็นการจารึกรอบแกนปลีจำนวน ๒ บรรทัด กลุ่มจารึกแผ่นทองหุ้มปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์นี้ มีการจารึกด้วยอักษรขอมและอักษรไทย ข้อความส่วนใหญ่บอกถึงวันเดือนปีที่ทำการซ่อม, สร้างแผ่นทอง ระบุน้ำหนักทอง และถิ่นที่อยู่ของผู้มีศรัทธาพร้อมทั้งการตั้งความปรารถนาซึ่งนิยมขอให้ตนได้พบพระศรีอารย์ และถึงแก่นิพพาน จารึกแผ่นทองหุ้มปลียอด เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการนำแผ่นทองขึ้นไปหุ้มเป็นพุทธบูชาหลายครั้ง และมีการปฏิบัติต่อเนื่องสืบมา ศักราชเก่าที่สุดที่ปรากฏในจารึกกลุ่มนี้คือ พ.ศ. ๒๑๕๕ ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรฐ สมัยอยุธยา สังเกตได้ว่าจารึกที่เก่ากว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในตำแหน่งใกล้ยอดพระธาตุมากกว่าจารึกในสมัยหลัง

 

พุ่มข้าวบิณฑ์

หลายคนเคยมาวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารหลายครั้งหลายครา แต่จะมีใครซักกี่คนที่เคยแหงนมองพุ่มข้าวบิณฑ์ที่บริเวณปลายยอดพระบรมธาตุเจดีย์ บริเวณปลายของยอดปลีที่ทำเป็นบัวหงายรองรับพุ่มข้าวบิณฑ์นั้นได้ประดิษฐ์เครื่องสักการบูชาด้วยแก้วแหวนเงินทองเป็นดอกไม้ทองคำมีกลีบและใบซ้อนกันบางๆ บนก้านดวงแก้วและลูกปัดพันแผ่นทองไว้ภายในกรวย ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก เหนือจากกรวยซึ่งปิดคลุมเครื่องสักการบูชาไว้ จึงเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์

พุ่มข้าวบิณฑ์บนปลายยอดพระบรมธาตุเจดีย์เป็นงานทองคำประดับพลอยและลูกแก้วธรรมชาติที่วิจิตรสวยงามมากทั้งส่วนของแกนกลางและพุ่มกรงแก้วจนถึงปลายสุดที่ประดับด้วยดอกไม้ทิศเพชรซีก 4 ทิศ ล้อมหม้อทองคำที่ยกสูงหงายไว้เสมือนบาตรรับน้ำแล้วให้ระเหยกลับสู่อากาศประหนึ่งน้ำมนต์ประพรมไปทั่ว กรงแก้วทั้ง 4 สวมลูกแก้วใสซี่ละ 16 ลูก รวม 4 ซี่ 64 ลูก ที่แกนกลางสวมดวงแก้ว 9 ลูก มีผู้ให้ความหมายถึงมรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 นั่นเอง อีกหนึ่งปริศนาธรรมที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

แวะมาที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อย่าลืมแหงนหน้าขึ้นไปชมความงามของพุ่มข้าวบิณฑ์บนปลายยอดพระบรมธาตุเจดีย์ ถ้ามองเห็นไม่ชัด ต้องพกพากล้องสองตา หรือ กล้อง Telescope มาส่องนะค่ะ แล้วจะรู้ว่าวิจิตรงดงามเพียงใด

 

วิหารคด ระเบียงแห่งศรัทธา

วิหารคดคือวิหารรอบพระบรมธาตุเจดีย์มีหักมุมรูปสี่เหลี่ยม ก่อเป็นกำแพงมีหลังคารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคลุมเข้าด้านในล้อมรอบบริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ชั้นในไว้ทั้งหมด มีประตูทางเข้าด้านหน้า 1 ประตู ด้านหลัง 1 ประตู ประตูด้านหน้ามีชื่อว่า ประตูเหมรังษีสองข้างประตูมีรูปสิงโตหินตัวผู้และตัวเมียข้างละ 1 ตัว ที่หน้าจั่วมุขประตูมีรูปครุฑและนาคเกี่ยวพันประดับด้วยแก้วสี
วิหารคดนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ ระเบียงคดพระระเบียง หรือพระด้าน ที่เรียกกันว่าวิหารคด หรือพระระเบียง ตำแหน่งของอาคารในผังคล้ายระเบียงคดในสถาปัตยกรรมเขมรส่งผลให้กับการวางตำแหน่งสถาปัตยกรรมต่างๆ พระพุทธรูปปูนปั้นนั่งรอบวิหารคดมีทั้งหมด 173 องค์เป็นฝีมือช่างปั้นสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์เป็นแถวยาวตลอดทุกด้าน เราจึงเรียกว่า พระด้าน ผนังด้านในทำเป็นช่องหน้าต่างสลับประตูเป็นเสมือนระเบียงชั้นในของพระบรมธาตุ บางคนเรียกพระระเบียง บริเวณนี้เป็นบริเวณที่ทำบุญ แสดงธรรม และนั่งพักผ่อน แต่ก่อนชาวบ้านนิยมมานั่งอ่านหนังสือให้ฟังกันระหว่างรอพระแสดงธรรมมีท่องทำนองเฉพาะ เรียกว่า สวดด้าน คล้ายสวดโอ้เอ้วิหารราย ที่ผนังด้านในเคยมีโครงการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังแต่หยุดค้างอยู่
วิหารคดได้ซ่อมครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2513 โดยกองสถาปัตยกรรมกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบซ่อม ได้เปลี่ยนไม้เครื่องบนใหม่ทุกตัว ใช้ไม้ขนาดเท่ากันหมด จึงเสมอเป็นระเบียบอย่างกับเส้นตรง เดิมทีพระครูปานซ่อมใช้ไม้ขนาดไม่เท่ากันและไม่ตรง ผนังก่ออิฐถือปูนจึงคดไปคดมา การซ่อมครั้งหลังนี้จึงตัดให้ตรง ทำฐานบัวเพิ่มขึ้นมาใหม่ บัวหัวเสาทำใหม่แต่รักษาแบบเดิม อาสนะพระด้านพอกปูนซิเม้นต์หนาขึ้น และขยายให้กว้างกว่าเดิมเล็กน้อย พื้นด้านล่างก็เสริมเหล็กโบกปูนซิเม้นต์ให้พื้นสูงขึ้นอีก

เจดีย์ศิลาในดงหว้า

ข้างวิหารธรรมศาลาทางทิศใต้ มีเจดีย์ศิลาจากเมืองจีนแท้ๆ เหมือนที่นำเข้าเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์เพื่อใช้ประดับตกแต่งตามวัดวาอารามต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามประวัติกล่าวว่า เจ้าพระยานครพัฒน์ หรือเจ้าพระยานครสุธรรมมนตรีเป็นผู้สั่งซื้อเข้ามาประดิษฐานบรรจุพระบรมธาตุ โดยมีการปลูกต้นหว้าล้อมไว้ 6 ต้น จนเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการผูกเรื่องประสมกันเข้าว่า เป็นสถูปเจดีย์จีนสมัยต้นรัตนโกสินทร์ประดิษฐาน ณ จุดสำคัญหน้าสุดของบริเวณวัดในท่ามกลางต้นหว้า น่าจะเป็นสถูปเจดีย์ที่สร้างโดยชาวจีนคนสำคัญที่สัมพันธ์กับเมืองนครสมัยต้นรัตนโกสินทร์ซี่งผูกพันกันต้นหว้าจนกลายเป็นที่สักการบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งแต่ พศ. 2538 เป็นต้นมา
เมื่อเรามาดูกัน จริงๆ แล้วมีหลักฐานว่า ในปีพ.ศ. 2312 สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ปฏิสังขรณ์พระอารามทั่วไปภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และโปรดให้สร้างวิหารทับเกษตรต่อออกจากฐานทักษิณรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ตรงวิหารทับเกษตรมีเส้นทางพระเจ้าตากเป็นเส้นทางที่เชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเคยมาเดินปฏิบัติธรรมที่นี่ ภายในมีพระพุทธรูปยืน-นั่ง ประดิษฐานอยู่มากมาย รวมไปถึงภาพจิตรกรรม รูปเคารพเกจิ ซึ่งหากสังเกตให้ดีๆ จะพบว่ามีพระพุทธรูปองค์หนึ่งนิ้วมือข้างหนึ่งมี 6 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีพระเจ้าชู้ที่ถูกหลักเสียบไว้พร้อมกับมือที่ถูกตัด เนื่องจากไปแอบลักลอบมีชู้กับภรรยาผู้อื่น

พุทธบูชา

เครื่องพุทธบูชาที่มีการนำมาบูชาพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชแสดงถึงศรัทธามหาชนต่อพระพุทธศาสนาอย่างเป็นล้นพ้นได้รับการเก็บรักษาไว้ที่วิหารเขียนต่อเนื่องและยาวนานมาก เครื่องพุทธบูชาได้แก่ ต้นไม้เงินต้นไม้ทองที่บรรดาเมืองสิบสองนักษัตรนำมาถวาย เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ ทอง ถม แก้วแหวนเงินทอง ของใช้ชาววังที่ท่านถลาง ณ นคร ทายาทเจ้านครถวายไว้ ปิ่น สร้อย จี้ ต่างหู แหว เข็มกลัด กำไล เข็มขัด ชุดเชี่ยนหมาก เสาธง เสาหงส์ ศาลา เรือ รวงข้าว แรกนา ผ้ายก เงินตรา งาช้าง กริช ถ้าจะกล่าวไปก็คงไม่หมด จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า พุทธศาสนิกชนแต่ก่อนมีความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาเพียงใด

วิหารคด

พระวิหารคด หรือ พระระเบียง หรือ พระด้าน ที่เรียกกันว่าวิหารคดก็เพราะว่า วิหารนี้สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบบริเวณขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ การสร้างหักมุมนี่เองชาวบ้านจึงเรียกว่า วิหารคด ส่วนที่เรียกกันว่า พระด้านหรือพระระเบียงก็เพราะเป็นระเบียงขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ จึงเรียกกันว่า พระระเบียง และที่เรียกว่า พระด้าน ก็เพราะว่าในวิหารหรือระเบียงนี้ เต็มไปด้วยพระพุทธรูปปั้นเรียงเป็นระเบียบ เป็นพระพุทธรูปนั่งเป็นแถวยาวตลอดทุกด้านของระเบียง จำนวน 173 องค์ พระพุทธรูปเหล่านี้เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ การที่มีพระพุทธรูปอยู่รอบด้านของพระบรมธาตุเจดีย์นี้เองชาวบ้านจึงเรียกกันว่า พระด้าน
วิหารนี้มีประตูเพียง 2 ประตูเท่านั้น ประตูด้านหน้าและประตูด้านหลังอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน ประตูหน้ามีชื่อว่า ประตูเหมรังสี ข้างประตูมีรูปสิงโตทำด้วยหินเป็นสิงโตตัวผู้และตัวเมียอยู่ข้างละตัว หน้าจั่วของซุ้มประตูประดับแก้วสีเป็นรูปครุฑและนาคยึดเกี่ยวกัน
ทุกด้านของวิหารนี้มีธรรมาสน์ตั้งอยู่เช่นเดียวกับในวิหารทับเกษตร ทั้งนี้ก็เพื่อใช้เป็นที่แสดงธรรมในวันพระ วันโกน ก่อนแสดงธรรมมีชาวบ้านมาสวด (อ่าน) หนังสือก่อนเป็นประจำ จนเกิดเป็นประเพณีขึ้นมาเรียกว่า “สวดด้าน” ดังนั้นประเพณีสวดด้านจึงถือว่าเกิดขึ้นที่ระเบียงนี้

วิหารทับเกษตร

พระวิหารทับเกษตร หรือ พระระเบียงตีนธาตุ เป็นระเบียงหรือวิหารที่อยู่โดยรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ คำว่า “ทับเกษตร” เป็นศัพท์ทางสถาปัตยกรรมหมายถึงผิวพื้นบริเวณที่ใช้เป็นที่ตั้งพระพุทธรูปเหนือนาบบนฐานพระ หรือเรือนซึ่งเป็นขอบเขต ซึ่งได้แก่ระเบียงคดวิหารคด ด้วยเหตุนี้ วิหารทับเกษตรจึงได้ชื่อตามหน้าที่ ก็คือวิหารคด ซึ่งเป็นวิหารแสดงขอบเขตของพระบรมธาตุเจดีย์
วิหารทับเกษตรมีพระพุทธรูปปูนปั้นและสำริดเรียงรายเป็นระเบียบเต็มไปหมดทั้ง 4 ด้าน ทั้งพระพุทธรูปยืนและนั่งรวมทั้งหมด 92 องค์ พระพุทธรูปเหล่านี้สร้างในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น รอบๆ ฐานพระบรมธาตุเจดีย์ทำเป็นซุ้ม มีหัวช้างยื่นออกมาจากฐานพระบรมธาตุเจดีย์ราวกับว่าเป็นขื่อคานรับองค์พระเจดีย์ ซุ้มเหล่านี้มีโดยรอบ 22 ซุ้ม (หัวช้าง 22 หัว) ในระหว่างซุ้มหัวช้างแต่ละซุ้ม อันเป็นลักษณะเฉพาะที่เชื่อว่ารับมาจากลังกา สลับกับซุ้มเรือนแก้วปูนปั้นครอบพระพุทธรูปปูนปั้นปางประทานอภัยไม่ซ้ำแบบกันเลยทั้งพระและซุ้มจำนวน 25 ซุ้ม โดยเฉพาะรูปยักษ์และคนที่รองรับยกซุ้มอยู่นั้นสวยงามมาก สันนิษฐานว่าซุ้มเหล่านี้สร้างสมัยอยุธยา แต่ได้รับอิทธิพลทางศิลปะแบบลพบุรีและสุโขทัย ที่ด้านเหนือซึ่งเดินได้ไม่ตลอดเพราะติดวิหารพระทรงม้านั้น ทั้งสองฟากมีพระปูนปั้นชาวบ้านนิยมสักการะบูดขาด้วยเชื่อว่า คือ พระศรีอารย์
ฐานทับเกษตรมียกพื้น 2 ชั้นเดินได้รอบ ชั้นบนนิยมเรียนกว่า ทางพระเจ้าตาก มีเสารอบตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมไทย ระหว่างเสามีพระพุทธรูปปูนปั้นและสำริดปางต่างๆ เรียงรายเต็มทั้ง 4 ด้าน หลายองค์ที่ฐานเป็นที่บรรจุอัฐิของขุนศรีธรรมธาตุรักษา ผู้ดูแลรักษาพระบรมธาตุเจดีย์ในอดีต ทั้ง 3 ด้านในวิหารนี้มีธรรมาสน์สำหรับพระสงฆ์ใช้ในการแสดงพระธรรมเทศนาในวันพระถือ เป็นที่แสดงธรรมสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่พระภิกษุมุ่งหมายได้มาแสดง พระปัญญานันทะภิกขุ ก็ได้มาแสดงธรรมที่นี่

วิหารธรรมศาลา

วิหารธรรมศาลาอยู่ทางด้านตะวันออกของพระบรมธาตุเจดีย์ ด้านหน้าวิหารมีพระพุทธรูปพระทนทกุมารประทับยืนก่ออิฐถือปูนปิดทองปางประทานอภัยทรงเครื่องราชาภรณ์อย่างกษัตริย์ ด้านหลังวิหารมีพระพุทธรูปพระนางเหมชาลาปางห้ามญาติ พี่น้องคู่นี้เป็นผู้นำพระบรมสารีริกธาตุฝังไว้ ณ หาดทรายแก้ว อันเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ทุกวันนี้ ภายในวิหารธรรมศาลามีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ มีชื่อว่าพระธรรมศาลาเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในวิหารหลังนี้ เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง ศิลปะยุคเดียวกับพระพุทธรูปพระเจ้าศรีธรรมโศกราชซึ่งประดิษฐานในวิหารสามจอม
ภายในวิหารด้านหน้า มีเจดีย์องค์หนึ่งเรียกว่าเจดีย์สวรรค์ประดับด้วยกระจก เชื่อว่าพระยาแก้วเป็นผู้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของพระยารามราชท้ายน้ำ ผู้ครองเมืองนครที่เสียชีวิตกลางศึกโจรสลัดเมื่อ พ.ศ. ๒๑๘๑ พระยารามราชท้ายน้ำ เดิมเป็นทหารเอกของพระนเรศวรมหาราช ที่ถูกส่งมาปกครองเมืองนคร ต่อมามีพวกโจรสลัด (อุชงคนะ) จะมาตีนครศรีธรรมราช พระยารามราชท้ายน้ำเป็นผู้นำทัพออกรบกับพวกสลัดด้วยตนเอง และสู้กันนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ถือว่าเป็นศึกครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองนคร ฝ่ายสลัดได้ยกพลขึ้นบกที่ใกล้วัดท่าโพธ์ทางด้านตะวันออกของวัด เพื่อรุกคืบหน้าเข้าสู่ตัวเมืองทางด้านทิศตะวันตก พอถึงวันที่เจ็ดตอนพลบค่ำพระยารามราชท้ายน้ำซึ่งอยู่ในวัยชรา ได้เป็นลมล้มลงเสียชีวิต ทำให้ทหารของนครเสียขวัญ ข้าศึกเกิดฮึกเหิมรุกไปจนถึงวัดท่าโพธิ์ แล้วทำการเผาวัดท่าโพธิ์รวมทั้งชุมชนแห่งนั้นจนเสียหายยับเยิน แต่สุดท้ายแล้ว นครก็ชนะศึกโจรสลัดครั้งนี้ ต่อมาพระยาแก้วซึ่งเป็นหลานของพระรามราชท้ายน้ำ ได้นำอัฐิของท่านมาบรรจุไว้ในวิหารธรรมศาลา ซึ่งพระยาแก้วคนนี้ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองนครคนต่อไป และมายอมสวามิภักดิ์ ต่อออกญาเสนาภิมุข นางามาซะ ที่ถูกอยุธยาส่งมาปราบ สุดท้ายพระยาแก้วก็ถูกลูกของออกญาเสนาภิมุข นางามาซะ ชื่อออกญาเสนาภิมุข โอนิน ฆ่าตาย จากการแย่งชิงอำนาจกัน

วิหารพระแอด

วิหารพระแอด หรือ วิหารพระกัจจายนะ หรือ พระสังกัจจายน์ หรือ พระสุภูมติเถระ แต่คนโดยทั่วไปเรียกว่าพระแอด ดังนั้นวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้จึงได้ชื่อว่า วิหารพระแอด วิหารนี้อยู่ติดกับวิหารสามจอมไปทางด้านเหนือ แต่เดิมนั้นวิหารพระแอดอยู่ภายนอกเขตพระระเบียง ใกล้กับวิหารธรรมศาลา ครั้นพระรัตนธัชมุนี (คณฐาภรณเถร – แบน – เปรียญ) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุ ก็ได้ดำเนินการบูรณะพระแอดและสร้างวิหารพระแอดขึ้นใหม่ โดยผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุ คือพระครูพุทธิสารเจติยาภิวัฒน์ หรือพระพุทธิสารเถระ (ผุด สุวฑฒโน) เป็นผู้อำนวยการ เมื่อสร้างก็อัญเชิญพระแอดขึ้นไปประดิษฐานที่วิหารหลังใหม่มาจนถึงทุกวันนี้ พระกัจจายนะนอกจากจะเป็นผู้มีปัญญาได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็นผู้มีปัญญาเลิศเหนือกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านย่อความแล้ว ยังเป็นผู้มีรูปงาม ผิวเหลืองดุจทอง ผู้ใดได้พบเห็นเป็นหลงใหลไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงจนเกิดเป็นปัญหาไปทั่ว ท่านจึงอธิษฐานขอให้รูปอ้วนใหญ่และโดยความที่เป็นพระพุทธรูปอ้วนใหญ่ จึงเป็นที่นับถือว่าสามารถอธิษฐานอาการปวดเอว ปวดหลังได้หานำไม้ไปค้ำยันให้หลังพระแอด ซึ่งตั้งใจสร้างให้มีช่องร่องวางไม้เรียบร้อย น้อยคนจะเข้าถึงนัยความหมายที่แท้

 

 

วิหารสามจอม

คงสงสัยว่าทำไมจึงชื่อ “วิหารสามจอม” เล่าสืบต่อกันมาว่าผู้สร้างวิหารนี้เป็นผู้ชายชื่อ สามจอม โดยสร้างพร้อมกันกับเจดีย์ใหญ่ (เจดีย์บริวารองค์หนึ่ง) ซึ่งอยู่ด้านหลังของวิหาร ดังนั้นจึงเรียกชื่อวิหารตามชื่อของผู้สร้างว่า วิหารสามจอม
วิหารสามจอมอยู่ทางด้านตะวันออกของพระบรมธาตุ ตรงข้างประตูพระระเบียงก่อนเข้าสู่วิหารจะเห็นรูปปั้นพระธรณีกำลังบีบมวยผมที่ด้านหน้าของวิหาร ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น เรียกกันว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ทรงสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยมีเครื่องทรงอย่างกษัตริย์โบราณประดับชฎายอดสูง เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยา จากชื่อของพระพุทธรูป “พระเจ้าศรีธรรมโศกราช” องค์นี้ บางครั้งชาวนครเรียกวิหารสามจอมนี้ว่า “วิหารพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช” ไม่ทราบว่าพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชองค์ไหนใน 3 องค์คือ ศรีธรรมาโศกราช จันทรภานุ พงษาสุระ จึงยกเป็นสามจอมครอบคลุมเสรียทั้งสาม โดยรอบผนังด้านในทำเป็นช่องตู่มีรูปเทพประทับนั่งบนหลังสัตว์กำกับแต่ละช่อง ด้านหลังของวิหารเป็นซุ้มประตู 3 ช่อง บรรจุพระพุทธรูปปางมารวิชัยและเก็บอัฐิของเชื้อพระวงศ์และเจ้านายในเชื้อสายของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ตลอดจนเจ้าพระยานครในเชื้อสายที่เชื่อว่าสืบต่อพระเจ้าตากสิน แต่ถูกลักทำลายสูญหายไปบ้างแล้ว และตรงซุ้มประตูมีภาพปั้นพระพุทธประวัติตอนทรงตัดเมาลีเพื่อออกบรรพชา สะดุดตาที่สี่มุมเจดีย์มีครุฑยืดอกทรนงระวังจังก้าอยู่ แต่ยังไม่สามารถยับยั้งกิเลสมนุษย์ที่ลักลอบขโมยแม้โกศพระอัฐิเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน

วิหารหลวง

พระวิหารหลวง ได้เรียกกันเช่นนี้ก็เพราะถือว่าวิหารนี้เป็นของกลางที่พุทธศาสนิกชนทุกหนทุกแห่งมีสิทธิ์ใช้ร่วมกัน ในสมัยแรกพระสงฆ์ไม่ได้จำพรรษาที่วัดพระมหาธาตุ แต่จำพรรษาที่วัดอื่น ๆ ซึ่งอยู่รอบวัดพระมหาธาตุ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้วัดพระมหาธาตุเป็นของส่วนกลางจริง ๆ ดังนั้นวิหารซึ่งมีมาแต่เดิมและใช้ประกอบพิธีสักการบูชาพระบรมธาตุร่วมกันนี้จึงเรียกกันว่าพระวิหารหลวง ต่อมาได้มีการดัดแปลงพระวิหารหลวงเป็นอุโบสถ แต่ผู้คนก็ยังเรียกพระวิหารหลวงอยู่เช่นเดิม หาได้เรียกพระอุโบสถไม่ พระวิหารหลวงอยู่ทางด้านใต้ของพระบรมธาตุเจดีย์ อยู่ภายนอกเขตของพระระเบียงคด ถือเป็นพระอุโบสถของวัดพระมหาธาตุ เชื่อกันว่าสร้างในสมัยสุโขทัยพร้อมกับพระบรมธาตุ ชาวลังกาเป็นผู้ก่อสร้างและดูแลรักษา
พระวิหารหลวงเป็นอาคารที่มีความใหญ่โตและงดงามมาก นับเป็นพระอุโบสถที่กว้างขวางที่สุดในปักษ์ใต้การวางเสายึดแบบที่นิยมกันในสมัยอยุธยา คือให้ปลายเสาเอนรวบเข้าหากัน ทำให้ดูสวยงามอ่อนช้อย หน้าบันไดด้านหน้าของพระวิหารหลวงแกะสลักไม้เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เป็นภาพแกะสลักที่มีความวิจิตรงดงามเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหน้าบันด้านหลังแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เพดานวิหารนั้นเขียนลายไทยปิดทอง มีลายดารกาเป็นแฉกงดงามมาก
พระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในวิหารนี้ชื่อว่า พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราชเป็นปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทองเป็นพระพุทธรูปที่สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น แย้มพระโอษฐ์พร้อมพระเนตรที่มองลงมาอย่างเมตตาปราณีและสุขสงบยิ่ง หน้าพระประธานมีพระพุทธรูปสาวกขวาและซ้าย คือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปยืนอีกหลายองค์ หลังคาพระวิหารหลวงมีช่อฟ้าและใบระกาอย่างอุโบสถโดยทั่วไป
พระวิหารหลวงนับเป็นพระวิหารที่งดงามมาก ฝีมือในการสร้างแสดงออกถึงความเจริญทางศิลปะและเชิงช่างเป็นอย่างดี หากจะหาสิ่งก่อสร้างประเภทโบสถ์หรือวิหารสมัยใหม่มาเทียบกับพระวิหารหลวงในแง่ความประณีตสวยงามและมีศิลปะกันแล้ว คงจะหาที่ไหนมาเทียบได้อีกแล้ว โดยเฉพาะการวางเสาซึ่งอาศัยศิลปะแบบอยุธยาตอนต้นนั้นหาดูได้ยากยิ่ง พระวิหารที่มีความเก่าแก่ควบคู่มากับพระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้จึงเป็นโบราณสถานที่ควรแก่การหวงแหนและบำรุงรักษาเป็นอย่างยิ่ง