แอ่วตามรอย พระนางเจ้าจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญชัย

สวัสดี คร๊าบบบบ วันนี้ มาพบกับมินโน้ตอีกแล้ว  วันนี้ จะพาทุกๆ ท่าน ไปแอ่ววัด/สถานที่สำคัญตั้งแต่ พระนางเจ้าจามเทวีเดินทางมาถึงยัง นครหริภุญชัย จน วาระสุดท้ายของชีวิตของพระองค์ท่าน

และ วัดเหล่านี้ มินโน้ต ได้รวบรวมมาไว้ในรีวิวนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นวัดในเขตอ.เมืองลำพูน ซึ่ง รัศมีไม่ไกลจากเวียงลำพูนมากนัก (สะดวกต่อการแอ่วตามลายแทง)

มาเริ่มกันที่วัดแรกกันเลย  วัดรมณียาราม (กู่ละมัก )ซึ่งอยู่ที่  บ.ศรีย้อย ต.ต้นธง อ.เมือง จ.ลำพูน   ห่างจากในเมืองลำพูน ไม่กี่กิโลเมตร(มาทาง อ.ป่าซาง) วัดนี้ สำคัญมากๆ  เป็นพุทธศาสนสถาน แห่งแรกของเมืองหริภุญชัย ที่พระนางเจ้าจามเทวีได้สร้างขึ้น  ซึ่งบริเวณวัดกู่ละมักเป็นบริเวณที่ลูกศรเสี่ยงทาย  พระนางเจ้าจามเทวีตรัสกับนายธนูผู้ขมังเวทย์ให้ยิงธนูเพื่อหาภูมิประเทศที่เป็นชัยภูมิวิเศษที่จะสร้างวัด โดยที่พระนางเจ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า หากลูกธนูไปตกที่ใด จะให้สร้างองค์มหาเจดีย์ และ วัด ณ. ที่บริเวณแห่งนั้น (พิกัด >> https://goo.gl/maps/THiq7JZ719D2)

องค์เจดีย์กู่ละมักที่เห็นนี้ เป็นองค์เจดีย์ที่สร้างครอบองค์เดิมโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้สร้างและบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2475 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 1 เดือน

ภายในบริเวณวัด

ดีเจ เอ้ยย เจดีย์กู่ละมัก ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากรแล้ว นอกจากนี้บริเวณด้านหลังของกู่ มีร่องรอยของฐานอุโบสถที่สร้างขึ้นพร้อม ๆ กับเจดีย์ด้วย โดยยังเห็นเป็นรอยของฐานทำด้วยศิลาแลง บริเวณรอบฐานอุโบสถยังปรากฏพัทธสีมาเป็นหินขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากดิน


ต่อไป เราจะเดินทางไปยัง วัดพระยืน ซึ่งมีความสำคัญอันดับต้นๆ ของเมืองลำพูน  แต่ก่อนไปจะพาไปแวะวัดๆ หนึ่ง ที่กำลังสร้างเสียงฮือฮา อยู่ในขณะนี้ นั่นคือ “วัดศรีบุญชูวังไฮ” อีกหนึ่ง Unseen Lamphun ที่กำลังคันพบว่า มี “เงาพระธาตุกลับหัว”  วัดนี้ห่างจากวัดกู่ละมัก ไม่ไกลมาก ประมาณ 2.5 กม. (ตามแผนที่เลย ฮร๊าฟฟ  >> https://goo.gl/maps/RjiNfsMoyf82)

เราเจอคุณลุงท่านนี้พอดี สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น  ท่านบอกว่า  ชาวบ้านเพิ่งทราบกันว่า มีเงาพระธาตุกลับหัว เมื่อไม่นานมานี้เอง  เพราะไม่มีใครสังเกตุ ทั้งๆ ที่ พระธาตุ และห้องใต้หอระฆังนี้ สร้างมานานหลายสิบปี แล้ว

ห้องที่แสงลอดผ่าน และแสดงเงาพระธาตุกลับหัว ก็อยู่ใกล้ๆ กัน

ช่องเล็กๆ นี่เอง ที่แสงสะท้อนจากพระธาตุ สะท้อนเข้าไปยังในห้องข้างๆ พระธาตุุ

พอเข้าไป ภาพชัดมากกกกกกกกกกกกกก  (แสงส่อง จากรูเล็กๆ ขวามือของรูปภาพ)

หลังจาก เต็มอิ่มกับ เงาพระธาตุกลับหัว  มินโน้ต ก็เดินรอบๆ วัด ก็สวยงาม ไม่แพ้กัน
ศาลาการเปรียญโบราณ ที่กำลัง บูรณะซ่อมแซม  ที่นี่ยกสูง เพราะ เมื่อก่อนน้ำท่วมบ่อย ^_^

สงบเงียบ สะอาด สวยงาม

ภายในวัดมี รร.วังไฮ  ที่ สะอาด สวยงาม เช่นกัน

มินโน้ต ชื่นชมความงาม และความน่าอัศจรรย์ ในเวลาที่พอสมควร  เราก็เดินทางกันต่อไปเลยครับ  อีกวัดหนึ่งที่มีความสวยงาม และความเก่าแก่ อีกแห่งในลำพูน  นั่นคือ “วัดพระยืน” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก จากที่นี่เช่นกัน  ไปกันเลย คร๊าบบบบ

มาเข้าโหมดวิชาการกันสักหน่อย วัดพระยืนเป็นวัดเก่าแก่ดั้งเดิม  และยังเป็นวัด 1 ใน 4 วัดเก่าแก่ประจำทิศของจังหวัดลำพูนด้วย

พระนางจามเทวีครองราชได้ 7 ปี เมื่อปี พ.ศ.1213 พระองค์จึงได้สร้างวัดทางทิศตะวันออกของเมือง สร้างพระวิหาร พระพุทธรูปและเสนาสนะให้เป็นที่อยู่ของพระสังฆเถระ เรียกชื่อวัดนี้ว่า “อรัญญิการาม”

พระเจดีย์เป็นทรงมณฑป มีพระพุทธรูปยืนทั้งสี่ทิศเครื่องบนประกอบด้วยเจดีย์ห้ายอด โดยมีเจดีย์ทรงระฆังและเจดีย์ทรงกลมขนาดเล็กเป็นประธาน คล้ายคลึงกับอานันทเจดีย์ที่เมืองพุกาม และพระเจดีย์วัดป่าสัก จังหวัดเชียงราย  แต่ก็มีหลายๆ ท่าน บอกว่า คล้ายกับ พระเจดีย์หลวง ของวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร(พระอารามหลวงในจังหวัดเชียงใหม่ )

มาดูแผนที่กันก่อนเช่นเคย จะได้เห็นภาพ การเดินทาง  ใช้เวลา 9นาที ในระยะทาง 4.3กิโลเมตร (พิกัด >> https://goo.gl/maps/z33eeHxN5dC2)

เส้นทางใกล้วัด จะมีสถานที่ราชการ อยู่ใกล้บริเวณนั้น ด้วย

มีรถรางให้บริการ ด้วยนะ ตัวเอง ^_^  สามารถขึ้นรถรางของเทศบาลเมืองลำพูนได้ที่ วัดพระธาตุหริภุญชัย  รถรางจะพาไปแอ่ว วัดต่างๆตามเส้นทางท่องเที่ยวของทางเทศบาล

ภาพด้านหน้า ก่อนที่เราจะเดินเข้าไป ยัง พระเจดีย์  ซึ่งเป็น ไฮไลท์ ของงานนี้

ยักษา ผู้ปกป้อง เขตบริเวณนี้

สวยงามจริงๆ ครับ  ด้านหลัง คือ พระเจดีย์(พระยืน) เรากำลังจะเดินไปกัน

นักท่องเที่ยวทั้งคนในจังหวัด และต่างจังหวัด มากราบไหว้ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตน ไม่ขาดสาย

พระเจดีย์ ตั้งโดดเด่น สง่างาม เหลือเกิน มีพระพุทธรูปยืนทั้งสี่ทิศ  มินโน้ต เก็บภาพมาให้ดูในหลายๆ มุม

หลักศิลาจารึก อันทรงคุณค่า ของเมืองลำพูน

มาวัดพระยืน มินโน้ต ใช้เวลานานพอสมควรเลย  ต่อไป เราไปจะต่อ กันที่ กู่ช้างกู่ม้า  จะเรียกว่าวัดก็ไม่เชิง แต่ก็ช่างมัน เต๊อะ อย่าไป ซีเรียสนุ๊  แต่เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่นับถือ ของประชาชนชาวลำพูนทั้งจังหวัด (พิกัด >> https://goo.gl/maps/sLAMMKvgotr)

กู่ช้างกู้ม้า ค่อนข้างสำคัญกับ พระนางจามเทวีอย่างมาก เพราะเป็น กู่ช้าง  คือ ตามตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นเพื่อบรรจุซากพระยาช้าง ชื่อ “ปู่ก่ำงาเขียว” หมายถึงช้างสีคล้ำ งาสีเขียว เป็นช้างคู่บารมีของ พระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย  ใน ศึกสำคัญที่สุดในประวัติิศาสตร์ ของ นครหริภุญชัย  กับ “ขุนหลวงวิลังคะ”  มหากษัตริย์นักรบแห่ง ชาวลัวะ  ซึ่งตามตำนานอยากได้พระนางจามเทวีไปครอบครอง(แต่มินโน้ต คิดว่า เป็นเพียงแค่เหตุผล ที่จะทำศึก เพื่อต้องการเมืองหริภุญชัย)

ขุนหลวงวิลังคะ จึงใช้กลวิธีมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นไม้เบา พูดตะล่อม รวมไปถึงอิทธิฤทธิ์คาถา  แต่ก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูป จึงจะหักด้วยกำลัง นำกองทัพจำนวนมหาศาล 8 หมื่นคนมาเข้าตีเมืองหริภุญไชย

นครหริภุญชัย มีจำนวนไพร่พลน้อยกว่ามาก มีแค่ 3,000คน พระนางจามเทวี  มีปู่ก่ำงาเขียว เป็นช้างศึกที่มีอิทธิฤทธิ์ยิ่ง เที่ยงตรงของวัน พระนางจึงออกอุบายให้ ออกศึกรบกันในเวลาเที่ยงวัน  จึงให้ พระโอรสฝาแฝดทั้งสองซึ่งเจริญพระชมมายุได้ 7 พรรษาแล้วขึ้นประทับเหนือช้างผู้ก่ำงาเขียวนำทัพออกศึก  และด้วยไม่ทราบด้วยเหตุใด พลรบชาวลัวะก็เกิดอาการหน้ามืดตามัวหมดแรง โดนตีทัพแตกพ่าย กระจัดกระเจิง  จนขุนหลวงวิลังคะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนสิ้นพระชนม์มีพระประสงค์ให้นำศพไปฝัง ณ จุดที่สามารถมองเห็น เมืองหริภุญชัย  นั่นก็คือ ม่อนล่อง บนม่อนแจ่ม สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเชียงใหม่  ดังคำที่ว่า “แม้ไม่ได้ครอบครอง แต่ขอ..มองไปชั่วนิรันดร์ ”

“ปู่ก่ำงาเขียว” ผู้ชนะศึก  ได้ล้มลง(ตาย) หลังพระเจ้ามหันตยศผู้เป็นเจ้าของเสด็จสวรรคต  ปลายงาของปู่ก่ำงาเขียวชี้ไปในทิศทางใด จะเกิดภัยพิบัติขึ้นในทิศนั้น ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย บ้านเมืองเกิดอาเพศ ดังนั้นตอนฝังซากร่างของปู้ก่ำงาเขียว จึงจัดวางให้ส่วนของหัวและงาทั้งสองชูขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วก่ออิฐโบกปูนเป็นวงกลมรอบตัวช้างเพื่อไม่ให้ช้างล้ม 

ด้านหลังกูช้าง เป็น กู่ม้า เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่ฝังซากร่างของม้าศึกคู่บารมีพระนางจามเทวี

หลังจากใช้เวลาสักพัก เราก็จะเดินทางไปยังอีกสถานที่หนึ่ง คือ “วันสันป่ายางหลวง” ไม่ไกลจาก กู่ช้าง-กู่ม้าเลย ไม่กี่ร้อยเมตร (พิกัด> https://goo.gl/maps/CvxxcGCTuKN2)

ในอดีตชื่อว่า  “วัดขอมลำโพง” สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1074 โดยชาวบ้านที่พร้อมใจกันสร้างขึ้นเพื่อถวายไว้ในบวรพุทธศาสนา วัดสันป่ายางหลวงนับเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนาของแคว้นล้านนา  ต่อมาได้ร้างไป  จนถึงสมัยพระนางจามเทวี  จึงได้มีการฟื้นฟูวัดสันป่ายางหลวงขึ้นใหม่ พร้อมกับประทานชื่อวัดใหม่ว่า “วัดอาพัฒนารามป่าไม้ยางหลวง” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “วัดสันป่ายางหลวง”   พระนางจามเทวีได้ปฏิบัติธรรม ณ วัดแห่งนี้ตลอด จนวาระสุดท้าย ของชีวิตของพระองค์  ,พระองค์สวรรคตใน พ.ศ. 1274   และได้ถวายพระเพลิงศพพระนาง ณ วัดแห่งนี้  โดยบริเวณนั้นคือ สำนักงานเทศบาลเมืองลำพูนในปัจจุปัน

วัดนี้ จึงเป็นวัดที่ สำคัญ ในช่วงสุดท้ายของ พระนางจามเทวี อย่างแท้จริง  และปัจจุปัน ก็เป็นวัดที่มีความสวยงามอย่างมาก แบบว่า ฝีมือช่าง ต้องละเอียดเอามากๆ  เรามาดูรูปกัน

เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีความสวยงาม … และ พระรอดหลัง อ. ที่นี่ เค้าดังเน้อ มินโน้ต ก็มีติดตัว อยู่ตลอดเวลา ที่เดินทางไกลๆ

ลายอันวิจิตร ของเสาแต่ละต้น สุดๆ ของความละเอียด จริงๆ

หลังเสร็จการถวายพระเพลิงพระศพแล้วจึงได้เชิญพระอัฐิไปบรรจุไว้ในสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ (ปัจจุบันเรียกกันเป็นสามัญว่า เจดีย์กู่กุด) ภายในวัดจามเทวี  … งั้น เรา เดินทาง ไปวัดจามเทวี กันโดยพลัน อิอิ (พิกัด https://goo.gl/maps/ZbGBVPFQesv)

มาถึงแล้ว คร๊าบบบบบ  วัดจามเทวี   ตามภาพ เจดีย์แปดเหลี่ยม มิใช่เจดีย์สี่เหลี่ยมบรรจุพระอัฐิของพระนาง นะครับ

หลังจากที่ พระนางเจ้าจามเทวีสิ้นพระชนม์  ทางพระมหันตยศ และพระอนันตยศ ทรงสร้างเจดีย์สี่เหลี่ยมบรรจุพระอัฐิพระนางเจ้าจามเทวี  ณ ที่นี่ โดยให้ชื่อเจดีย์ว่า สุวรรณจังโกฎเจดีย์ ที่ได้เป็นต้นแบบของเจดีย์ในแถบล้านนา ต่อมานานนับพันปี “สุวรรณจังโกฎเจดีย์” ชำรุดผุพัง ยอดพระเจดีย์ได้หัก และหายไป กลายเป็นวัดร้าง และชาวบ้านได้เรียกวัดนี้ว่า “วัดกู่กุด”

ตามภาพเลยครับ เจดีย์ด้านซ้าย คือ เจดีย์สี่เหลี่ยมบรรจุพระอัฐิพระนางเจ้าจามเทวี

และ วัดจามเทวี ยังมีความสำคัญ  เกี่ยวกับ ครูบาเจ้าศรีวิชัย เพราะเป็นวัดสุดท้ายที่ ครูบาฯ มาบูรณะ  โดยเจ้าหลวงจักรคำฯพร้อมด้วยเจ้านาย สส.และข้าราชการ ได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านครูบาไปบูรณะซ่อมแซมวัดร้างที่มีมาแต่โบราณที่เรียกว่ากู่กุด

ครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้ป่วยและนอนรักษาตัวที่วัดจามเทวี  จนในที่สุดจึงกลับไปเสียชีวิตที่ วัดบ้านปาง ตั้งศพของครูบาท่านไว้ที่บ้านปาง 3ปี  แล้วจึงเคลื่อนศพใส่โลงแก้วมาไว้ที่วัดจามเทวี ในปี พ.ศ.2484 พระราชทานเพลิงศพครูบาในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2489 ที่วัดจามเทวี วัดสุดท้ายที่ท่านสร้างมานั่นเอง

ตามภาพคือ กู่ครูบาเจ้าศรีวิชัยอิริยาบถยืนทั้ง 4 ด้าน 4 ทิศ และเป็นสถานที่พระราชทานเพลิงศพครูบาเจ้าศรีวิชัยด้วย  นับเป็นงานศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในล้านนา

ภาพในวิหาร ก็สวยงาม เช่นกัน

การเดินทางของพระนางเจ้าจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญชัย ก็ได้สิ้นสุดลง ณ วัดแห่งนี้ และ ยังเป็นอนุสรณ์สถาน ให้ลูกหลานได้กราบไหว้ เคารพบูชา เพื่อมิให้ลืม รากเหง้า ของพวกเราว่าเป็นใคร มานับพันปี สืบมา

พามาแวะวัดจามเทวีเป็นที่สุดท้ายของรีวิวนี้ เพราะนักท่องเที่ยวที่มาเเล้วมืดค่ำสามารถเข้าพักที่โรงแรม ลำพูนวิว ที่อยู่ตรงข้ามกับวัดได้เลย  หรือถ้าใครมาเที่ยวตอนกลางวัด เเดดร้อนๆ  สามารถ แวะไปนั่งพักเย็นสบาย ดื่มกาเเฟลำพูน เครื่องดื่มอร่อยๆ  เค๊กที่เค้าว่ากันว่า อร่อยที่สุดในลำพูน ได้ที่ที่ร้าน “ฮา″ลำพูน(เดินไปอีกไม่กี่ก้าว)

ลำพูน ยัง มีเรื่องราวมากมาย  หากใครมาเมืองลำพูน อย่าพลาดนะครับ