พิษณุโลก เมื่องน่าเที่ยวต้องไม่พลาด รวมแหล่งท่องเที่ยวในตัวจังหวัดพิษณุโลก

ประวัติความเป็นมาเมืองพิษณุโลก

เดิมเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเก่าสมัยขอมอยู่ห่างจากที่ตั้งเมืองปัจจุบัน ลงไปทางทิศใต้ ประมาณ 5 กิโลเมตร เรียกว่า″ เมืองสองแคว “เหตุที่เรียกเช่นนี้ เพราะตั้ง อยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำน่านกับแม่น้ำแควน้อยแต่ปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยเปลี่ยนเส้นทาง ห่างออกจากตัวเมืองไปประมาณ 10 กิโลเมตร ที่ตั้งตัวเมืองเก่าในปัจจุบัน คือ บริเวณ วัดจุฬามณี ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของพิษณุโลกต่อมา เมื่อประมาณพุทธศักราช 1900 สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา(ลิไท)ได้โปรด ให้ย้ายเมืองสองแคว มาตั้งอยู่ ณ บริเวณตัวเมืองในปัจจุบัน และยังคง เรียกกันติดปากว่า เมืองสองแคว เรื่อยมา  พิษณุโลก เป็นจังหวัดในภาคกลางของประเทศไทย หรือภาคเหนือตอนล่าง เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมากในอดีตและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย

สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองพิษณุโลกที่น่าสนใจ

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดใหญ่ที่ชาวพิษณุโลกเรียกกัน เป็นพระอารามหลวง และเป็นที่ ประดิษฐานของพระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย และมีผู้คนนับถือมากมาย ทั้งจากชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยวที่มานมัสการ พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยตอนปลาย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก หล่อในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) ซึ่งได้สร้างพระพุทธชินราช พร้อมกับพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ฐานชุกชีปั๊มเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย เดิมไม่ได้ลงรักปิดทอง ได้มีการปิดทองครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ คราวเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธชินราช เมื่อปี พ.ศ. 2146

พระพุทธชินราชที่ว่ากันว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ที่พิษณุโลกนี่เอง

นอกจากองค์พระพุทธชินราชแล้ว ภายในบริเวณวัดยังมี สถาปัตยกรรมที่มีความสวยงาม อื่นๆที่น่าสนใจ เช่น พระพุทธชินสีห์  หรือ พระอัฏฐารส ซึ่งอยู่ บริเวณด้านหลังวิหารพระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติสูง 18 ศอก สร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธชินราช ราว พ.ศ.1800 เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารใหญ่แต่วิหารได้พังไปจนหมด เหลือเพียงเสาที่ก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่ 3 – 4 ต้น เรียกว่า “เนินวิหารเก้าห้อง”ด้านหลังพระอัฏฐารส เป็นพระปรางค์ประธาน สร้างแบบสมัยอยุธยาตอนต้น ฐานย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ สันนิษฐานว่าเดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ (ดอกบัวตูม) ซึ่งถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยแท้ ต่อมาถูกแปลงให้เป็นพระปรางค์ในสมัยอยุธยา

พระปรางค์ประธาน 

พระอัฏฐารส ซึ่งอยู่ บริเวณด้านหลังวิหารพระพุทธชินราช

นอกจากกราบไหว้พระที่วัดใหญ่แล้วในบริเวณรอบๆยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายของที่ระลึก ของฝากจากพิษณุโลก อาทิ กล้วยตาก กล้วยอบชุบช็อคโกแล็ต กล้วยอบน้ำผึง หรือท่านใดที่ชอบวัดถุมงคลทางวัดก็มีไว้ให้เช่าบูชากัน ทั้งที่วัดใหญ่ และวัดนางพญา ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้ๆกัน

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  พิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าซึ่งมีอายุหลายสิบปี ที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของ “ลุงจ่า” หรือจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ซึ่งคลุกคลีอยู่กับการทำงานศิลป์ต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังรับงานปั้นหล่อพระประธานอีกด้วย และด้วยจิตใจที่อยากให้สิ่งของเหล่านี้ถ่ายทอดไปยังลูกหลาน จึงได้ทำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น โดยตัวลุงจ่าเองเป็นคนหาของมา ซ่อมแซม พร้อมทั้งบันทึกข้อมูล แยกแยะประเภท และจัดแสดง เองคนเดียวเสร็จสรรพ ในพิพิธภัณฑ์ นี้จะรวบรวมวัฒนธรรมความเป็นอยู่ต่างๆในอดีตที่ผ่านมาพร้อมทั้งอธิบายให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ได้ศึกษาและเยี่ยมชม ซึ่งของในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ส่วนใหญ่ในปัจจุบันหาชมได้ยากแล้ว 

ประวัติของท่าน จ่าทวี

จ.ส.อ. ทวี บูรณเขตต์ เป็นชาวพิษณุโลก เกิดในครอบครัวยากจนเมื่อปี 2475 จบการศึกษามัธยม 3 มีโอกาสได้เรียนวิชาช่างศิลป์จากพ่อซึ่งเป็นครูสอนศิลปะ ยึดอาชีพรับจ้างเขียนภาพโฆษณาสินค้าตามงานวัดเลี้ยงตัวเอง ต่อมารับราชการทหารติดยศสิบตรี ตำแหน่งช่างเขียนฝ่ายยุทธโยธา กองทัพภาคที่ 3 ฝึกงานช่างหล่อโลหะที่กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร และมีโอกาสได้เรียนวิชากับยอดฝีมืออย่างศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เขียน ยิ้มศิริ และ สนั่น ศิลากร

รับราชการอยู่ 23 ปีก็ลาออกมายึดอาชีพช่างหล่อพระพุทธรูป ผลงานสำคัญหลายชิ้น ได้แก่ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก พระพุทธชินราชจำลอง วัดพุทธบูชา กรุงเทพฯ ปี 2526ได้รับยกย่องเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาการช่างฝีมือ แขนงช่างหล่อ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และปีเดียวกันนี้เองงานสะสมของเก่ากลายสภาพจากงานอดิเรกเป็นงานทรงคุณค่าในชีวิต คือการเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านให้คนทั่วได้ไปเข้าชม

ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์

หนึ่งในอาคารหลักของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี คลังแห่งความรู้ที่เราจะไปรับชมกันวันนี้ครับ

ด้านในพิพิธภัณฑ์รวบรวมของเก่าไว้มากมาย ส่วนมากเป็นอุปกรณ์ของคนโบราณที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

บรรยากาศด้านในสะอาดเป็นระเบียบ และที่สำคัญอากาศด้านในไม่ร้อน เดินชมกันสบายๆ 

ในส่วนของชั้นล่างมีการจัดแสดงของเก่าเหมือนกันแต่ในส่วนนี้ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆล้วนมีขนาดใหญ่  เช่น อุปกรณ์ตำข้าว อุปกรณ์จับสัตว์ หรือ เกวียนขนส่ง เป็นต้น

ส่วนเล็กๆของขาวของเก่าๆที่ถูกเก็บและนำมาจัดแสดงไวที่นี่ บางชิ้นคนที่อายุ 30 อย่างผมยังไม่เคยเห็นเลยครับ

แบบจำลองบ้านเรือนแถบชนบทของไทยในสมัยโบราณ

เครื่องมือหุงหาอาหารแบบโบราณ

นอกเหนือจากภาพถ่ายนี้ยังมีของอีกมากมาย อยากให้ลองมาเที่ยวชมกันดูครับ คุ้มค่าแน่นอน

หนึ่งในข้าวของเครื่องใช้ต่างที่หยิบยกมาให้ชมกัน และยังมีอีกมากรอให้ทุกท่านมารับชม

อาคารอีกหนึ่งหลังส่วนนี้มีร้านขายของที่ระลึกและจัดแสดงพันธุ์ปลาต่างๆ 

โรงหล่อพระบูรณะไทย (โดยจ่าทวี)

นอกจากที่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ใกล้ๆกันยังมี โรงหล่อพระบูรณะไทย ที่บริหารและดำเนินงาน ด้วยน้ำพักน้ำแรง ของท่าน จ.ส.อ. ทวี บูรณเขตต์ มาเป็นเวลานานหลายสิบปี หากท่านใดหาไม่พบ (เนื่องจากอยู่ถัดไปจากตัวพิพิธภัณฑ์ เล็กน้อย) สามารถสอบถามจากเจ้าหน้าที่ได้เลยนะครับ และสำหรับการเข้าชม โรงหล่อพระแห่งนี้เข้าชมฟรีครับ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

บรรยากาศด้านในโรงหล่อพระ 

พระพุทธรูปที่ได้รับการหล่อจากแบบ ผ่านการขัด และรอลงสีต่อไป

พระพุทธรูปที่ได้รับการหล่อจากแบบ ผ่านการขัด และรอลงสีต่อไป มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตามแต่มีผู้มาสั่งทำ

พระพุทธรูปที่ได้รับการหล่อจากแบบ ผ่านการขัดและรอลงสีต่อไป

การขัดสีผิวชิ้นงานให้เรียบ ก่อนการลงสี

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี เปิดให้เข้าชมทุกวัน

  • เวลา 08.30 -16.30 น. โทร 055-21274

โดยเก็บค่าเข้าชม

  • ผู้ใหญ่ 50 บาท
  • เด็ก 20 บาท

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์

ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ จัดสร้างโดยกองทัพภาคที่ 3กรมศิลปากร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเย็นศิระเพราะพระบริบาล ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังจันทน์ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เพื่อเป็นสถานที่เรียนรู้ ศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก พระราชวังจันทน์ เป็นพระราชวังโบราณ ตั้งอยู่อยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก ทางด้านทิศเหนือของเมืองพิษณุโลก เป็นสถานที่เสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเป็นที่ประทับของพระองค์เมื่อทรงดำรงตำแหน่งอุปราช โดยในขณะนั้นเมืองพิษณุโลกมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานพร้อมทั้งประกาศขอบเขตที่ดินโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ.2537

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ศาลสมเด็จพระนเรศวร : ลักษณะเป็นศาลาทรงไทยสีขาว ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อองค์สมเด็จพระนเรศวรทรงนั่งหลั่งน้ำจากสุวรรณภิงคาร (น้ำเต้าทอง) เพื่อประกาศอิสรภาพให้แก่ปวงชนชาวไทย ในปี 2127 ณ เมืองแครง

สถานที่สำคัญในบริเวณใกล้เคียงพระราชวังจันทน์ ได้แก่

  • ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
  • ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ เป็นอาคารจัดแสดงเนื้อหาที่เกียวกับพระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก และพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น.
  • วัดวิหารทอง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระราชวังจันทน์ เป็นเจดีย์ประธานมีรูปแบบเป็นพระปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น สภาพในปัจจุบันเหลือเพียงส่วนฐานเขียงและฐานบัวลูกฟัก สันนิษฐานว่าเคยเป็นที่ประดิษฐานพระอัฏฐารส ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานในอุโบสถวัดสระเกศ โดยได้จำลองพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวขนาดเท่าองค์จริงมาประดิษฐานไว้ในวิหารเดิม สันนิษฐานว่าวัดวิหารทองน่าจะสร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-21
  • วัดศรีสุคต ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้นอกกำแพงพระราชวังจันทน์ เป็นเจดีย์ประะานทรงระฆัง มีเจดีย์รายประจำมุมทั้งสี่มุม สันนิษฐานว่าวัดศรีสุคตน่าจะเป็นวัดที่มีอยู่ก่อนการสร้างพระราชวังจันทน์ สร้างขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-21
  • วัดโพธิ์ทอง ตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้นอกกำแพงพระราชวังจันทน์ ประกอบด้วยเจดีย์ประธาน ที่เหลือเพียงส่วนฐานเขียง มีเจดีย์รายประจำมุมทั้งสี่มุม
  • อาคารสำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลก

บริเวณศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นประชาชนทั่วไปสามารถมากราบไหว้ ขอพร กันได้ตลอดทั้งวัน

ด้านหน้าศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ ทุกๆวันจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมจำนวนมาก 

อาคารสำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลก หลังเก่า

อาคารสำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลก

สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ได้รับการซ่อมแซม และให้คงรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยแบบโบราณ เพื่อจัดเป็นสถานที่แสดงนิทรรศการและเพื่ออนุรักษ์ศิลปะอันทรงคุณค่าให้อยู่คู่เมืองพิษณุโลกต่อไป อาคารแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่สวยๆที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์

วัดราชคีรีหิรัญยาราม จังหวัดพิษณุโลก (วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว) และ โรงเจไซทีฮุกตึ้ง บนเขาสมอแคลง

วัดราชคีรีหิรัญยาราม (บนเขาสมอแคลง) ตั้งอยู่ที่บ้านสมอแคลง ในเขตอำเภอวังทอง เดินทางจากตัวเมืองพิษณุโลกไป ประมาณ 14 กิโลเมตร  วัดราชคีรีหิรัญยาราม ประวัติเดิมไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างแต่ถูกกาลเวลาปล่อยทิ้งร้างจนมาถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยกระทรวงศึกษาธิการกรมการศาสนา ได้ออกหนังสือรับรองสภาพความเป็นวัดให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ความว่า “เป็นวัดที่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ และ ประมาณต้นปี 2535 ได้มีการอัญเชิญพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว ซึ่งแกะสลักจากหินทะเลสาบหยกขาวจากเมืองหางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นปางพิเศษที่ได้รับอนุมัติให้สร้างโดยรัฐบาลจีนโดยใช้ต้นแบบจากวัดเจ้าแม่กวนอิมพันมือเมืองหางโจวมีขนาดสูง 3 เมตร หนัก 3 ตัน พร้อมฐานบัวคว่ำ บัวหงาย ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาวที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในโลกมาประดิษฐาน ณ วัดราชคีรีหิรัญยาราม

ด้านหน้าที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว

เจ้าแม่กวนอิมหยกขาว สถานที่ศักดิ์สิทธ์อีกแห่งหนึ่งที่ชาวพิษณุโลกนิยมไปกราบไหว้

ชมทิวทัศน์ย่านชานเมืองพิษณุโลก

เนื่องจาก วัดราชคีรีหิรัญยาราม ตั้งอยู่บนภูเขาสูง จึงทำให้ที่แห่งนี้สามารถรับชมทิวทัศน์ของชานเมืองพิษณุโลกได้ โดยที่จุดชมวิวแห่งนี้ยังสามารถมองเห็นวัดสวยๆของพิษณุโลกอีกแห่งหนึ่งนั่นก็คือวัดคลองเรือ ที่ในช่วงฤดูฝนจะเห็นพื้นที่สีเขียวจากการทำเกษตรกรรม ดูแล้วสบายตา และ ผ่อนคลาย

ถาพถ่ายจากจุดชมวิว วัดราชคีรีหิรัญยาราม มองไกลๆจะเห็นวัดคลองเรือด้วยครับ

ถาพถ่ายจากจุดชมวิว วัดราชคีรีหิรัญยาราม ซูมภาพมาในระยะใกล้  จะเห็นหลวงพ่อใหญ่ ประจำวัดคลองเรือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ประจำวัดแห่งนี้

หลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปองค์ใหญ่และสวยงามแห่งวัดคลองเรือ โดยวัดคลองเรือตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาสมอแครง  เป็นจุดเด่นหาพบไม่ยาก ไปกราบนมัสการกันได้ครับ

โรงเจไซทีฮุกตึ้ง

ถัดจากวัดราชคีรีหิรัญยาราม (วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว) ขึ้นไปบนเขาสมอแคลงจะมีทางแยกไปโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ศาลเจ้าเห้งเจีย ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนไปไหว้เจ้าทำบุญกันเป็นประจำ และถัดจาก โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ขึ้นไปอีกจะเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของเขาสมอแคลงแห่งนี้ และ เป็นที่ตั้งของเจดีย์ยอดด้วน เจดีย์เก่าแก่ อายุหลายร้อยปี

พระยูไล หรือ พระพุทธเจ้าในความเชื่อของชาวจีน  ประดิษฐานอยู๋ที่ โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง บนเขาสมอแคลง

เจดีย์ยอดด้วน บนยอดเขาสมอแครง

จุดชมทิวทัศน์ที่สูงที่สุดบนเขาสมอแครง จุดเดียวกับเจดีย์ยอดด้วน

แผนที่และการเดินทาง ท่องเที่ยวในพิษณุโลก

จาก กรุงเทพมหานคร ขับรถตามถนนหลวง หมายเลข 32 มุ่งหน้าขึ้นเหนือ และแยกเข้าสู่ถนนหลวงหมายเลข 117 ที่ จ.นครสวรรค์ และแยกเข้าสู่ถนนหลวงหมายเลข 12 ที่ จ.พิษณุโลก ระยะทางจาก กรุงเทพมหานคร ถึง พิษณุโลก 375 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร

ค่าพิกัดตำแหน่งสถานที่