ปักหมุดที่จุดหมาย ล่องเรือ ชมบัว แลนก @ทะเลน้อย พัทลุง

ปิ๊งป่อง

Hello !  สวัสดีค่ะ

ถ้าพูดถึงพัทลุง จะนึกถึงอะไรกันคะ …. น้ำท่วม…. ใช่ค่ะ   เอ๊ยยย ไม่ใช่แล้ว  ถึงแม้เราจะโดนมรสุมหนักตั้งแต่ต้นปี  ก็ไม่น่าจะเป็นจุดขายนะ   แต่ปีนี้ได้ยินชื่อพัทลุงบ่อย ๆ ในข่าวก็เรื่องนี้นี่แหละเนาะ

ลองนึก ๆ ดู  มีเพื่อนชาวกรุงคนหนึ่งเคยพูดว่า พัทลุงเป็นจังหวัดที่ไม่ติดทะเลนี่นา แต่เค้ามีทะเลน้อยนะ ใช่ไหม  … ใช่ค่ะ ทะเลน้อย แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของพัทลุง ที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเป็นอันดับแรก  ซึ่งในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักทะเลน้อย  และพาบุกเข้าพื้นที่อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันเลยค่ะ

แล้วที่ทะเลน้อยมีกิจกรรมอะไร ที่เหมาะกับเราบ้างน้อ  มาดูกัน

สำหรับนักเดินทาง ชอบถ่ายภาพ  สามารถล่องเรือชมความงามของทะเลสาบ ดูบัว ฝูงควายนับร้อย ถ่ายรูปยอกับแสงอาทิตย์ยามเช้า ขับรถ หรือปั่นจักรยานชมวิวบนสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

สำหรับนักชิม  มีอาหารอร่อยขึ้นชื่อให้ได้ลิ้มลอง ทั้งส้มตำรากบัว ปลาดุกร้าทอด แกงส้มรากบัว ไข่ปลาทอดสมุนไพรจากฝีมือชาวทะเลน้อย    ยิ่งถ้าชอบทำอาหาร มีเครื่องปรุงอาหารมากมายให้ได้เลือกกัน ทั้งกะปิ พุงปลา ปลาแห้ง ปลาดุกร้า

ถ้าเป็นนักช็อป มีผลิตภัณฑ์จากกระจูด มากมายให้ได้เลือกสรรอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนนักวิชาการ ที่นี่เป็นที่ศึกษาข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับโลก  ถ้าชอบดูนก ที่นี่มีนกนานาชนิดให้ได้ชม ทั้งนกอพยพ และนกประจำถิ่นมากมายเลยล่ะ

ก่อนอื่น  ขอให้เข้าใจกันก่อนว่า ทะเลน้อย คือ ทะเลน้อย   อ้าว… ใช่สิ  .. ใจเย็น ๆ   อย่าเพิ่งทุบโต๊ะค่ะ  เอาใหม่ หลายคนมักจะคิดว่าทะเลสาบสงขลา คือทะเลน้อย นั่นไม่ใช่นะคะ  จริง ๆ แล้วทะเลน้อยเป็นทะเลสาบน้ำจืดอยู่ด้านบนของทะเลสาบสงขลาอีกทีหนึ่ง รอยต่อสองทะเลสาบนี้อยู่ตรงแนวสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาค่ะ  ถึงแม้พื้นน้ำก็รวมเป็นผืนเดียวกันในช่วงหน้าฝน น้ำหลากก็ตามที     แต่เวลาหน้าแล้ง น้ำลงแล้ว  เราจะเห็นสันดอนดินตรงจุดรอยต่อนี้

เอาเป็นว่า เราขอเรียกทะเลน้อย และส่วนเกี่ยวเนื่องบริเวณนี้ ว่าทะเลน้อยแล้วกันนะ   ตามแผนที่ท่องเที่ยวของเราแล้ว จะเห็นว่ามีจุดเที่ยวชมในบริเวณนี้ค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่า มาทีเดียวจะชมได้หมดนะคะ เพราะบางอย่างมันมีเป็นฤดูกาลค่ะ  เช่น ถ้าอยากดูบัวแดง ก็ต้องมาหน้าร้อน ให้พีคเลยก็ ประมาณช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม  หรืออยากมาดูนาข้าวริมทะเลสาบออกรวงสวยๆ ก็ต้องมาช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน ส่วนควาย ยอยักษ์ สะพาน ตลาด จุดชมวิวต่างๆ เที่ยวได้ตลอด  แต่หน้าฝนอาจจะมีความไม่สะดวกบ้าง อาจเจอน้ำท่วมบ้างอะค่ะ

______________________________________________

วันนี้ เราจะพาลงเรือชมธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยกันนะคะ  แต่ถ้าไม่อยากเสียสตางค์ก็สามารถดูบัวจากบนฝั่งได้ มองเห็นเห็นเหมือนพรมสีชมพูผืนใหญ่ๆ ปูเต็มพื้นน้ำ สลับสีเขียวของต้นกงยาวไปสุดลูกหูลูกตาเลยล่ะ แต่ถ้าลงเรือเราจะได้เห็นอะไรมากกว่า และใกล้ชิดกว่าค่ะ  ท่าเรือก็อยู่ใกล้กับลานจอดรถศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเลย อัตราค่าเรือเค้าคิดเหมาลำ มีหลายเส้นทาง  ราคามาตรฐานตามระยะทางเริ่มต้นที่ 450 บาทต่อลำ แต่วันนี้เราไปไกล จ่าย 800  เป็นเรือหางยาวนั่งได้สูงสุด 8 คน   เรามากัน 2 คน ก็ต้องจ่ายเหมาอยู่แล้ว ที่นั่งว่าง กระโดดลงเรือตามมาเลยค่ะ   อ๊ะ … แต่อย่าโดดดีกว่า ค่อย ๆ ลงนะคะ

อ่อ ลืมบอกว่ามาดูบัวที่นี่ ถ้าอยากไม่อยากดูบัวหุบล่ะก็ ให้มาช่วงเช้า ลงเรือก่อน 8 โมงกำลังดี เพราะบัวจะเริ่มหุบตอนประมาณ 10 โมงเช้า ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นแดดร้อนมากไหม ถ้ายิ่งร้อนยิ่งหุบเร็ว  ถ้าเช้ากว่านั้นได้ก็ยิ่งดี เพราะแสงจะนุ่ม ไม่แรงเกินไป ถ่ายรูปสวย คนก็ไม่ร้อนด้วยค่ะ ใครเลยเวลามา 10 โมงไปแล้วก็ลงเรือได้นะ ชมบัวที่อดีตเคยบาน ชมวิว ชมนก ชมไม้ ชมน้ำ ชมควาย ชมธรรมชาติไป

 

เมื่อพร้อมแล้ว เรือหางยาวสตาร์ทเครื่องดังสนั่น  ไปเลยค่า   ปับ ๆ ๆ ๆ ๆ  บรื้นน  บรื้นนนน ปับ ๆ ๆ ๆ  เสียงเครื่องเรือดังมาก คุยกันไม่รู้เรื่อง เอาเป็นว่าชมธรรมชาติรอบตัวไปแล้วกันเนาะ  เราอยากไปจอดตรงไหน ถ่ายรูปตรงไหน ชี้โบ๊ชี้เบ๊ บอกคนขับเรือได้เลยค่ะ

หลังจากถ่ายดงบัวแดงจนหนำใจแล้ว  เราจะไปต่อตรงคลองรังนก  จะเป็นจุดที่นกมาวางไข่กัน ทั้งนกอพยพ ทั้งนกประจำถิ่นค่ะ  เรือก็แล่นบรื้น ๆ ปับ ๆ ๆ ๆ เข้าดงต้นกง ดงบัวหลวง มีการแวะถ่ายรูปเป็นระยะๆ ตามความสวยของข้างทาง  จะบอกว่าถ้าชอบบัวแดง ถ่ายรูปด้านหน้าให้สะใจเลย เพราะเข้ามาข้างในจะไม่มีผืนใหญ่ขนาดนั้นแล้วนะ ถ้าจะมาถ่ายตอนกลับก็อาจหุบแล้ว แสงแข็งแล้ว ไม่สวยเท่าตอนแรก

แหวกดงต้นไม้เข้ามาเรื่อย ๆ ก็ถึงคลองรังนกค่ะ ชื่อจริงชื่อคลองอะไร จำไม่ได้แล้ว เสียงนกจ๊อกแจ๊กจอแจ จุ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ  แควก ๆ  ก๊า ๆ  อ่าห้อย(นั่นมันเสียงนกกาในการ์ตูนญี่ปุ่น)  มากมายค่ะ ตามกิ่งไม้เห็นรังนก มีนกบินเข้าบินออกกันขวักไขว่ ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ อยู่อย่างกับคอนโด แต่เสียงดังเหมือนตลาดสด แหล่งรังนกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนี่เนาะ  เรือเราก็เสียงดังแข่งเสียงนกอีก เกรงใจนกมาก ณ จุดนี้   นึกถึงเครื่องยนต์เรือเล็กที่ต่างประเทศเค้าใช้กัน เสียงเบามากแทบจะไม่ได้ยิน  นึกแล้วก็อยากเปลี่ยนเครื่องเรือซะเดี๋ยวนั้นเลย  บรรยากาศรอบข้างน่าตื่นเต้น แล้วก็น่ากลัวนิดๆ เหมือนเราเข้าไปในโลกของสัตว์อะค่ะ มีแค่เราบนเรือ และเสียงเรือที่เป็นสิ่งแปลกปลอม  ยังแอบคิดเลยว่าจะจระเข้ออกมาไหม  คงไม่มาหรอก คงเกรงใจเสียงเรือหางยาวมั่งแหละ ไปตรงไหนนกยังแหวกเลย  แต่เอ๊ะ  จระเข้ตรงนี้เค้าว่าสูญพันธุ์ไปแล้วนี่  ถึงแม้ว่าตรงนี้จะเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของไทย แต่ไม่ทันรักษาชีวิตจระเข้นะคะ  สูญเหม็ด (หายหมด) แล้วค่ะ    และตรงนี้ยังได้เป็นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับโลก (Ramsar Site) แห่งแรกของไทยด้วยนะ

สักพัก มีนกเจ้าถิ่นสีขาวตัวใหญ่มาบินโฉบทักทายเรา แล้วก็บินนำเราไปเรื่อย ๆ ทำให้เพลิดเพลินมากขึ้น  รู้สึกอุ่นใจเหมือนเจ้าของบ้านออกมาต้อนรับทีเดียวเชียว   ออกจากบริเวณคลองรังนกก็จะเป็นทุ่งหญ้าเล็กๆ สลับกับผืนน้ำ เราเริ่มสับสนตำแหน่งแล้ว  เพราะพอเริ่มเข้ามาลึกขึ้น สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี เช็คตำแหน่ง GPS ก็ไม่ได้  ก็แล้วแต่คนขับเรือจะพาไปค่ะ

เราบอกคนขับเรือว่าเราอยากไปคลองราโพ เพราะเคยเห็นรูปบัวในคลอง สวยมาก คนถ่ายเค้าว่าบอกคนเรือเลยว่าให้พาไป อยู่แถว ๆ ที่นกวางไข่นั่นแหละ แต่คนเรือส่ายหัวบอก ไม่ใช่รู้นิ คลองอะไรหล่าว   เอ๊า …..ไม่รู้ซะงั้น  เราเลยบอกว่า งั้นเห็นบัวตรงไหนสวยๆก็พาไปแล้วกัน

นั่งเรือชมทุ่งหญ้า นก บัวข้างทางไปเรื่อย ซักพักเห็นบรรยากาศคุ้นๆ เฮ้ยย นั่นคลองที่ตามหานี่นา คนขับเรือกำลังบึ่งเต็มที่ ผ่านทางแยกเข้าคลองด้านซ้ายมือไป เรารีบตะโกนบอก เดี๋ยวก่อน ตรงนี้แหละ คลองนั้นไง บัวเต็มเลย  เลยได้วกเรือกลับไปเข้าคลอง ไม่พูดพล่ามบรรยายอะไรมากมาย ดูสิ่งที่เราตามหากันดีกว่า

เห็นแล้วอยากจะกรีดร้อง ตะลึงในความงามของธรรมชาติ แต่เกรงใจคนขับเรือ   คลองที่มีบัวสีชมพูขึ้นเต็มเหมือนมีคนปูพรมยาวๆไว้  ขนาบด้วยกอหญ้าสีเหลือง สีเขียว ตรงกลางมีทางให้เรือแล่นเข้ามาเห็นพื้นน้ำสะท้อนสีท้องฟ้า น้ำใสนิ่งราวกับกระจก มีนกน้อยใหญ่บินโฉบไปมา  สวยจนแทบจะหยุดหายใจ

หลังจากกดชัตเตอร์ไม่ยั้ง จนสาแก่ใจแล้ว แสงเริ่มแรง แดดเริ่มร้อน ก็เลยชวนกันกลับ   ลมเย็น ๆ พัดเข้าหน้าช่วยให้คลายร้อนได้  ทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ  นกน้อยใหญ่สลับกันมาบินนำทาง

ปล่อยกายปล่อยใจให้สบายไปตามบรรยากาศ จนแทบจะลืมเรื่องวุ่นวายในชีวิตจริงไปหมดสิ้น   จนกระทั่งท้องร้องจ๊อก ๆ หิวข้าวนี่นา  ออกมาตั้งแต่เช้า ยังไม่ได้กินอะไรกันมาเลย กลัวไม่ทันเวลา  นี่ก็ 9โมงครึ่งแล้ว คนขับเรือเร่งเครื่องสปีดเต็มที่ สงสัยเป็นอดีตแว้นเก่า ที่คงจะหิวเหมือนเรา  นั่งเรือไม่กี่อึดใจก็มาถึงฝั่ง   บัวแดงด้านหน้าก็เริ่มหุบแล้ว  คนที่เพิ่งมาลงเรือก็ยังมีอยู่ แต่เรามาเร็วเคลมเร็ว ขอไปหาของกินก่อนนะ

เดินขึ้นมาปุ๊บ มีเสียงร้องเรียก พี่คะ ดูรูปก่อนได้นะคะ รูปตอนลงเรือน่ะค่ะ  เป็นรูปที่มีคนมาถ่ายเราก่อนออกจากท่าเรือนั่นเอง  ถึงแม้จะมีหน้าเราเหวอๆ และไม่มีบัวสักดอกเป็นแบคกราวด์  แปะในกรอบพลาสติกที่มีรูปบัว เขียนว่าทะเลน้อย  ตัดสินใจอยู่พักหนึ่งก็คว้ามาค่ะ กลัวคนอื่นมาเห็น  ฮ่า ๆ    เอารูปอื่นที่เราชอบมาใส่แทนก็ได้เนาะ

การลงเรือดูบัววันนี้ คุ้มค่ามาก เราจ่ายค่าเรือไป 800 บาท กับเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ เหมือนเราเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ที่เรามองเห็นคุณค่าของทุกสิ่งรอบตัว ทำให้เราสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติของพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างใกล้ชิด อิ่มเอมใจมากค่ะ
หาโอกาสมาให้ได้เลยนะคะ บัวน้อยลอยชูช่อ รออรุณ และที่แน่ๆรอคุณอยู่ทุกซัมเมอร์ค่ะ

 

Bye …. สวัสดีค่ะ

ติดตามข้อมูลเด็ดๆในพัทลุงได้ที่ แฟนเพจพัทลุง ทูเดย์  https://www.facebook.com/PhatthalungToday/