รักแรก เมื่อแรกพบ แสงแรกรุ่งอรุณ @ ปากประ พัทลุง

ชาร์จแบต เพิ่มพลังชีวิต กับแสงแรกสุดขอบน้ำขอบฟ้า ที่ลอดผ่านดงยอยามเช้า ที่ปากประ พัทลุง

 

 

Hi !!!  สวัสดีค่ะ 

เรายังอยู่กันที่ทะเลน้อย พัทลุงนะคะ  เพื่ออรรถรส อ่านบทความก่อนหน้านี้ได้ที่  ปักหมุดที่จุดหมาย ล่องเรือ ชมบัว แลนก @ทะเลน้อย พัทลุง

 

อีกเส้นทางลงเรือเที่ยวทะเลน้อยอีกจุดหนึ่งที่มาแรงมากคือ คลองปากประค่ะ   เราไปกันแล้วหลายครั้งแต่ก็ยังมีความสุขที่จะไปอีกเรื่อย ๆ  วันนี้ขอเล่าความรู้สึกถึงวันที่ได้ไปปากประครั้งแรกนะคะ

วันหนึ่งเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว  คุณแฟนบอกว่า เค้าต้องไปนอนที่ Wetland Camp ให้ได้  อะไรคือ Wetland Camp  ได้ยินดังนั้น เค้าก็เริ่มโฆษณาค่ะ เปิดเว็บไซต์ที่พักให้ดู ให้ดูวิวยอ  โอ้… สวยมาก ค่าที่พักก็ถือว่ามากสำหรับเราที่อยู่พัทลุงอะนะ  บ้านก็มี ทำไมต้องไปเสียเงิน 1,800 บาทเพื่อนอนโรงแรม  เค้าว่า เอาน่า เป็นประสบการณ์  ถือว่าไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วกัน  อะ ไม่ขัดความตั้งใจ ไปก็ไปค่ะ เราจะจองห้องคืนวันเสาร์ เพื่อตื่นเช้ามาจะได้ลงเรือชมวิว แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเป็นฤดูท่องเที่ยวทะเลน้อย ห้องพักที่นี่มี 4 ห้อง มันก็เลยเต็มตั้งแต่เดือนก่อนโน้นเลย  เจ้าของเค้าเลยว่า ถ้าคืนวันอาทิตย์จะมีว่างนะ  เราเลยตกลงว่านอนคืนวันอาทิตย์ แล้วก็ขอลงเรือวันเช้าวันอาทิตย์ด้วย (ส่วนใหญ่เค้านอน แล้วตื่นมาลงเรือเช้าวันถัดไปเสร็จก็กลับมาเช็คเอาท์พอดี)

วันนั้น เราต้องออกแต่เช้าตรู่ ตื่นเช้าสักหน่อย อยากไปชมแสงทองยามเช้าอันงดงาม แสงแรกรุ่งอรุณ ท่ามกลางดงยอยักษ์ก่อนที่จะลงเรือ  เราออกจากตัวเมืองพัทลุงตอนตีห้า ไปถึงลำปำ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลียบทะเลสาบ เพื่อรอแสงแรกบนสะพานข้ามคลองปากประ ไปถึงตีห้าครึ่ง มืดสนิท  ไม่มีใครเลย  ขาตั้งกล้องก็ลืมหยิบมา  เอากล้องวางบนราวสะพาน  ตั้งสปีดชัตเตอร์ 30 วินาที กดแล้วก็ยืนลุ้น  ยุงก็กัดเต็มขาไปหมด ใครจะไป แนะนำให้ทาโลชั่นกันยุงไปนะคะ  หรืออยากเข้าถึงบรรยากาศ ได้อรรถรสแบบเราก็ไม่ต้องทาค่ะ เกาแครก ๆ ไปค่ะ

 

ขอบฟ้าเริ่มมีแสงแพลมมาตอนใกล้ 6 โมงเช้า มีคนอีกคู่จอดรถลงมาถ่ายรูปเป็นเพื่อนเราแล้ว  สักพัก มีลุงใส่หมวกยอดแหลม ๆ  ยืนพายเรือออกมาจากใต้สะพานที่เรายืนอยู่  เสียงชัตเตอร์จากกล้องสี่ตัวบนสะพานดังรัว จะยั้งยังไงคะ แปลกมาก แถวนี้มีแต่เรือหางยาว หรือถ้าพายเค้าก็นั่งพาย  ลุงพายเรือทิ้งระยะไปพักหนึ่ง แล้วหันขึ้นมา ตะโกนถามว่า อยากลงมานั่งในเรือไหม เดี๋ยวจะพาไปถ่ายใกล้ ๆ เลย สวยกว่านี้อีก  สองคนที่มาทีหลังตอบตกลง เดินลงไปใต้สะพาน ลุงแกก็พายเรือเข้าฝั่งไปรับ  จะว่าไป ลุงแกนี่ก็มีจิตวิทยาการตลาดของแกนะ คือให้ก่อนแล้วจะได้รับ

ส่วนเราที่ไม่ตกลงเพราะนัดเรือไว้ก่อนแล้วเวลา 6 โมงเช้า ที่ Wetland Camp  อ้าว ถึงเวลาแล้ว รีบบึ่งมาเลยค่ะ ขับรถลงจากสะพานปากประ เลี้ยวขวา ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องเข้าทางสวนพฤกษศาสตร์ เดี๋ยวนี้มีถนนเข้าใกล้ ๆ สะพานเลยค่ะ ขับไปตามป้าย Wetland Camp  เลย ไม่ยาก

 

 

ตอนแรกเรามองวิวนี้จากบนสะพาน ตอนนี้เราอยู่ในเรือ  มองยอจากมุมล่าง  ใกล้มาก  ทำให้เราเข้าใจว่า สถานที่เดียวกัน  เราก็ได้เห็นสิ่งใหม่ได้เสมอ แค่เราเปลี่ยนมุมมอง
พอลงเรือได้อยู่ในบรรยากาศแบบนี้แล้ว เหมือนโลกหมุนช้าลง เหมือนเข็มนาฬิกาเดินช้า ๆ  สโลว์ไลฟ์แบบไม่ต้องประดิษฐ์ เป็นแบบนี้นี่เอง  วิถีชีวิตเดิม ๆ ของชาวลุ่มน้ำทะเลสาบ แบบที่เราไม่คุ้นเคย เค้าได้เห็นอะไรดี ๆ แบบนี้ทุกวัน ช่างดีจริง ๆ

 

ยอยักษ์นับร้อยเรียงรายอยู่ตรงหน้า คนบนยอต่างคนต่างตั้งหน้าจับปลาด้วยเครื่องมือของตัวเอง ระหว่างที่หย่อนยอลงน้ำ ก็ตะโกนทักทายแซวกันไปมาอย่างสนุกสนาน หากินแบบเดียวกัน ที่เดียวกัน  แต่ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ โอกาสเป็นของทุกคน เพียงแค่ทุ่มเทเวลา แรงกาย แรงใจลงไปก็เท่านั้น   เป็นบรรยากาศการทำงานที่ดูน่าสบายใจจริง ๆ

 

วนไปวนมา แสงอาทิตย์สว่างมากแล้ว เราไปดูนกกันเถอะค่ะ  คนขับเรือเร่งเครื่องแรง แหวกน้ำกระจาย พุ่งตรงไปทางทะเลน้อย ด้านซ้ายมือเราจะมองเห็นป่าเสม็ด ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่น เป็นแหล่งอาศัยของนกนานาชนิด มีเสียงเจื้อยแจ้วขับกล่อมประสานเสียงเครื่องเรือ   มีชาวประมงออกเรือหาปลาหากุ้ง ทั้งลงเบ็ด หว่านแห   ลุงคนเรือก็รู้จักทุกคน ทักทายกันไปตลอดทาง

สักพัก เราก็มาถึงเนินดิน มีตาข่ายดักปลาล้อมอยู่  คนขับเรือดับเครื่องยนต์ ลุงบอกว่าต้องใช้พาย เพราะใบพัดจะไปตัดตาข่ายเขา ว่าแล้วก็หยิบพายออกมา ใช้พายค่อย ๆ จ้วงลงน้ำ พายช้า ๆ   ทำให้รู้สึกดีมากเลยค่ะ  จากที่ต้องตะโกนคุยกัน เราใช้เสียงเบาๆก็ได้ยิน เสียงนกร้อง เสียงน้ำ  และเสียงชัตเตอร์กล้องที่รัวใส่นกตีนเทียนอย่างไม่ยั้งในตอนนี้

 

 

อีกจุดที่เราไปแวะดู เป็นทุ่งหญ้า บนเนินดินใหญ่มาก ลุงชี้ให้ดูเจ้านกที่อยู่ตรงกลางๆ ตัวขาว หัวดำ จงอยปากยาวๆ  นั่นคือ นกช้อนหอย จำนวนนับร้อยตัว ที่จะอพยพมาปีละครั้ง ไม่ได้เห็นกันง่ายๆนะคะ

เรานั่งเรือต่อไปลอดใต้สะพานเฉลิมพระเกียรติ  เพื่อเข้าไปดูควาย ลุงบอกวันนี้มันอยู่ด้านในกัน เห็นควายลอยคอเป็นฝูงเต็มไปหมดเลย ควายเผือกเยอะมาก ๆ  ควายเผือกนี่ราคาดีนะคะ แต่ชาวบ้านเค้าไม่ค่อยขายกัน ใครมีก็มักจะเก็บไว้  ควายสีดำตามปกติก็เยอะค่ะ

 

เรามาดูดอกบัวในทะเลน้อย ตรงจุดนี้จะคนละที่กับที่ดูจากจุดลงเรือทะเลน้อยนะคะ  ดงดอกบัวมีหลายสายพันธุ์  แต่ยังมีไม่เยอะเท่าไหร่ ลุงคนขับเรือ บอกว่า ควายมุดน้ำกินไปเรื่อย ถ้าของกินตรงโน้นหมด เดี๋ยวมันก็มาลุยดงนี้ต่อ

ชี้ตรงไหนว่าบัวเยอะ ลุงแกก็พายแหวกไปกลางวงเลย เวลาคิดในใจ   โธ่ บัวกอใหญ่ของช้านนน ….ได้รูปมาเลยไม่ค่อยอลังซักเท่าไหร่

แดดเริ่มร้อน เราถามลุงว่ามีตรงไหนอีก ลุงบอกว่าถ้าคุณไม่ไปเฝ้าถ่ายรูปนกก็หมดแล้วล่ะ   หรืออยากไปตรงไหนก็บอกได้ วันนั้นแดดค่อนข้างร้อน เราเลยตัดสินใจกลับกัน

อย่างที่บอก วันนี้เรานอนที่ Wetland Camp เราเอาวิวจากห้องพักมาให้ดูค่ะ  พอแดดจัดก็ไม่มีใครมายกยอกันแล้ว เพราะเค้าจะเอาปลาที่ได้ไปขาย ไปตาก อะไรก็ว่ากันไปตามแต่ว่าใครจะได้อะไรมา

 

 

เรามาดูบรรยากาศตอนเช้าก่อนที่จะเช็คเอาท์กันดีกว่าเนาะ   วันนี้โดนปลุกตั้งแต่ตี 5 ครึ่่ง ให้มาถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น  ตื่นอย่างไวเลย รีบเด้งตัวจากที่นอน  เช้านี้ฟ้าเคลียร์กว่าเมื่อวาน  ตั้งกล้องถ่ายรูปบรรยากาศไปเรื่อยค่ะ  ขอบฟ้าเริ่มมีแสงสีแดง แสงเปลี่ยนไปเรื่อยทุกนาที

 

สักพัก เห็นอะไรแดง ๆ ที่ของเมฆ  นั่นมัน พระอาทิตย์นี่นา  มันค่อย ๆ โผล่ขึ้นมา เรื่อย ๆ จนกระทั่งเต็มดวง เป็นไข่แดงที่สวยมากสุด ๆ ไปเลย
พี่หนุ่ม เจ้าของ Wetland Camp  พาลูกค้านั่งเรือผ่านหน้าบ้านพักพอดี ตะโกนถามว่า เราถ่ายรูปพระอาทิตย์ทันหรือเปล่า  วันนี้เนี่ย  พระอาทิตย์สวยที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์เลยนะ

โอ้โห…. เราโชคดีจริง ๆ

 

อิ่มเอมใจมากกับทริปนี้ คุ้มสุด ๆ ยิ่งกว่าคุ้ม  เป็นการชาร์จแบตให้พลังชีวิตที่ยอดเยี่ยมมาก พร้อมจะออกไปทำมาหากินแล้วค่ะ  เช็คเอาท์จากลาไปแสงอาทิตย์อบอุ่นยามเช้าวันนี้

Bye  สวัสดีค่ะ

 

ข้อมูลการท่องเที่ยงพัทลุงเพิ่มเติมได้ที่ แฟนเพจ พัทลุง ทูเดย์ ค่ะ